Key Takeaways

ค่า Water Absorption ของกระเบื้องภายนอก หรืออัตราการดูดซึมน้ำ คือลักษณะทางวิศวกรรมที่บ่งบอกความแข็งแกร่งและความทนทานของวัสดุปิดผิวเมื่อต้องเผชิญกับสภาพอากาศ โดยวัดจากปริมาณความชื้นที่เนื้อวัสดุกักเก็บไว้เทียบกับน้ำหนักของตัวกระเบื้องเอง มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความหนาแน่นและปริมาณรูพรุนภายในเนื้อวัสดุ สำหรับพื้นที่นอกอาคาร วัสดุที่เหมาะสมที่สุดต้องจัดอยู่ในกลุ่ม Impervious หรือมีอัตราการดูดซึมน้ำต่ำกว่า 0.5% เท่านั้น เพื่อป้องกันปัญหาความชื้นสะสมที่ก่อให้เกิดคราบตะไคร่น้ำ เชื้อรา รอยด่างฝังลึก ไปจนถึงการบวมน้ำและแตกร้าวจากโครงสร้างภายใน การเลือกระดับการดูดซึมน้ำที่ถูกต้องจึงเป็นมาตรฐานสำคัญที่ช่วยรักษาความสวยงามและยืดอายุการใช้งานของงานสถาปัตยกรรมระดับพรีเมียมได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สำหรับการออกแบบและตกแต่งพื้นที่ภายนอกอาคาร ไม่ว่าจะเป็นลานจอดรถ ทางเดินรอบบ้าน ระเบียง หรือพื้นที่ริมสระว่ายน้ำ เจ้าของบ้านและสถาปนิกส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับลวดลายที่สวยงามเข้ากับสถาปัตยกรรม และค่าความฝืด หรือ R-Rating เพื่อป้องกันการลื่นล้มเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสเปกที่เปรียบเสมือนหัวใจหลักในการตัดสินว่าพื้นที่ภายนอกนั้นจะสวยงามคงทนไปได้ยาวนานแค่ไหน สเปกดังกล่าวคือค่าการดูดซึมน้ำหรือค่า Water Absorption ของกระเบื้องภายนอก ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยตอกย้ำว่าการลงทุนกับวัสดุปิดผิว เป็นเรื่องที่คุ้มค่าและสะท้อนความหรูหราได้อย่างยาวนานที่สุด

ค่า Water Absorption สำหรับกระเบื้องภายนอกคืออะไร ?

ค่าการดูดซึมน้ำ หรือ Water Absorption คือค่าที่บ่งบอกถึงปริมาณความชื้นหรือน้ำที่เนื้อวัสดุสามารถดูดซับเข้าไปกักเก็บไว้ในตัวเองได้ โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบกับน้ำหนักของตัวกระเบื้องเอง

ค่านี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความหนาแน่น (Density) และรูพรุน (Porosity) ภายในเนื้อกระเบื้อง ซึ่งกระบวนการผลิตกระเบื้องระดับพรีเมียม เช่น กระเบื้องพอร์ซเลน จะผ่านการเผาด้วยอุณหภูมิที่สูงมาก ทำให้มวลของดินและแร่ธาตุหลอมรวมกันจนมีความหนาแน่นสูง ส่งผลให้รูพรุนในเนื้อวัสดุลดลงจนแทบจะเป็นศูนย์ เมื่อรูพรุนน้อยลง ความสามารถในการดูดซับน้ำจึงลดต่ำลงตามไปด้วย ซึ่งส่งผลดีต่อการใช้งานในพื้นที่ที่ต้องสัมผัสกับน้ำและความชื้นอยู่ตลอดเวลา

กล่าวคือ ยิ่งค่า Water Absorption กระเบื้องภายนอกน้อย กระเบื้องก็ยิ่งดูดซับน้ำได้น้อยลง จึงเหมาะกับการใช้ปูในพื้นที่ภายนอกนั่นเอง

ค่า Bending Strength กระเบื้องคืออะไร และเกี่ยวข้องกันอย่างไร ?

อีกหนึ่งสเปกที่สถาปนิกมักพิจารณาควบคู่กันในการเลือกกระเบื้อง คือ Bending Strength หรือค่าความต้านทานแรงดัดหัก เป็นตัวเลขที่บ่งบอกว่ากระเบื้องสามารถรับแรงกดทับก่อนที่จะแตกหักได้มากน้อยเพียงใด

ค่า Bending Strength แปรผันตรงกับค่า Water Absorption ยิ่งกระเบื้องมีรูพรุนน้อยและดูดซึมน้ำต่ำ เนื้อวัสดุจะยิ่งมีความหนาแน่นสูงมาก ส่งผลให้ค่าความต้านทานแรงดัดหักสูงตามไปด้วย ทำให้สามารถทนทานต่อแรงกระแทกและการรับน้ำหนักจากยานพาหนะได้อย่างยอดเยี่ยม

เลือกชมกระเบื้องปูพื้นภายนอกเกรดพรีเมียม ทนทาน ค่าดูดซึมน้ำต่ำ

มาตรฐานการแบ่งระดับค่า Water Absorption ของกระเบื้องภายนอก

ประเภทของกระเบื้องตามระดับการดูดซึมน้ำแบ่งออกเป็น 4 ระดับหลัก ส่งผลต่อการเลือกนำไปใช้งานในพื้นที่ที่แตกต่างกัน ดังตารางต่อไปนี้

ประเภทของกระเบื้องตามการดูดซึมน้ำ อัตราค่า Water Absorption ลักษณะเด่นและการใช้งาน
1. Non-Vitreous (ประเภทดูดซึมน้ำสูง) มากกว่า 7% เนื้อวัสดุมีความพรุนสูง ไม่ทนต่อน้ำและความชื้น เหมาะสำหรับใช้กรุผนังภายในที่แห้งสนิทเท่านั้น
2. Semi-Vitreous (ประเภทดูดซึมน้ำปานกลาง) ระหว่าง 3% – 7% มีความหนาแน่นระดับกลาง เหมาะสำหรับงานปูพื้นหรือผนังภายในบ้าน
3. Vitreous (ประเภทดูดซึมน้ำต่ำ) ระหว่าง 0.5% – 3% เนื้อแน่น แข็งแรงขึ้น สามารถใช้งานในพื้นที่เปียกภายในบ้านได้ เช่น ห้องน้ำ หรือห้องครัว
4. Impervious (ประเภทดูดซึมน้ำต่ำมาก) น้อยกว่า 0.5% เนื้อแน่นที่สุด ทนทานต่อทุกสภาวะอากาศ เป็นมาตรฐานที่ใช้สำหรับพื้นที่ภายนอกอาคารและสระว่ายน้ำ

ทำไมกระเบื้องภายนอก จึงต้องมีค่า Water Absorption ต่ำกว่า 0.5% เท่านั้น ?

การเลือกใช้วัสดุที่อยู่ในกลุ่ม Impervious หรือค่า Water Absorption ต่ำกว่า 0.5% สำหรับกระเบื้องภายนอก ไม่ใช่เพียงแค่ข้อแนะนำ แต่เป็นข้อกำหนดทางวิศวกรรมเพื่อป้องกันปัญหาเรื้อรังที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพอากาศ โดยสามารถแบ่งผลกระทบที่ป้องกันได้ออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. ปัญหาคราบตะไคร่น้ำและเชื้อรา

พื้นที่ภายนอกต้องเผชิญกับฝนและความชื้นตลอดเวลา หากเนื้อวัสดุมีรูพรุนและดูดซึมน้ำได้มาก ความชื้นที่ตกค้างอยู่ภายในจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของสปอร์เชื้อราและตะไคร่น้ำ ซึ่งนอกจากจะทำลายความสวยงามและทำให้พื้นผิวดูหมองคล้ำแล้ว ยังสร้างความเสี่ยงต่อการลื่นล้มอีกด้วย วัสดุที่มีอัตราการดูดซึมน้ำต่ำกว่า 0.5% จะตัดวงจรการสะสมความชื้น ทำให้พื้นผิวแห้งไว ปราศจากตะไคร่น้ำอย่างเด็ดขาด

2. ปัญหาคราบฝังลึกที่เช็ดไม่ออก

ฝุ่น ควัน ดินโคลน หรือแม้กระทั่งคราบน้ำมันจากรถยนต์ มักเดินทางแทรกซึมเข้าสู่เนื้อวัสดุพร้อมกับน้ำ หากกระเบื้องมีค่าการดูดซึมน้ำสูง คราบสกปรกเหล่านี้จะซึมลึกผ่านรูพรุนลงไปฝังอยู่ใต้ผิวหน้าของกระเบื้อง ทำให้ไม่สามารถขัดล้างทำความสะอาดได้ แต่กระเบื้องในกลุ่ม Impervious จะทำหน้าที่เสมือนเกราะป้องกัน ไม่ให้ของเหลวใด ๆ ซึมผ่านผิวหน้าลงไปได้ จึงง่ายต่อการทำความสะอาด

3. การบวมน้ำ หลุดร่อน และแตกร้าว

เมื่อความชื้นแทรกซึมเข้าไปในเนื้อวัสดุและเกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ เช่น ร้อนจัดสลับฝนตก น้ำที่ขังอยู่ภายในจะเกิดการขยายตัวและหดตัว สร้างแรงดันมหาศาลจากภายในเนื้อกระเบื้อง ส่งผลให้เกิดอาการบวม หลุดร่อน หรือแตกร้าวในที่สุด

กระเบื้องปูพื้นภายนอกเกรดพรีเมียม มีค่า Water Absorption ต่ำ

การเลือกวัสดุปิดผิวสำหรับพื้นที่ภายนอกเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะความผิดพลาดในการเลือกวัสดุเพียงครั้งเดียวอาจนำมาซึ่งปัญหาโครงสร้างและการซ่อมแซมที่ไม่จบสิ้น WDC ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายวัสดุปิดผิวและกระเบื้องปูพื้นภายนอกเกรดพรีเมียม นำเสนอนวัตกรรมที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของกระเบื้องภายนอกรูปแบบเดิม ๆ ด้วยกระเบื้องพอร์ซเลนเกรดพรีเมียมที่ผ่านกระบวนการผลิตมาตรฐานสากล มั่นใจได้ว่าค่า Water Absorption ต่ำกว่า 0.5% ขจัดปัญหาตะไคร่น้ำ คราบฝังลึก และการแตกร้าวจากความชื้น พร้อมนวัตกรรม High-Functioning 20 mm กระเบื้องสุดแกร่งหนา 2 เซนติเมตร ที่รับน้ำหนักได้มหาศาล เหมาะสำหรับโรงจอดรถและลานนอกบ้าน และนวัตกรรม Microtec Technology ที่มอบความปลอดภัยกันลื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยังคงไว้ซึ่งสุนทรียภาพแห่งดีไซน์ลวดลายหินธรรมชาติอันหรูหรา

แต่นอกจากวัสดุคุณภาพสูง การติดตั้งภายนอกยังต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง WDC มีบริการ Installation Service แบบครบวงจร ดำเนินการโดยทีมช่างมืออาชีพที่เข้าใจโครงสร้างพื้นที่ภายนอกอย่างแท้จริง งานได้มาตรฐาน งบประมาณไม่บานปลาย พร้อมรับประกันคุณภาพงานติดตั้ง 6 เดือน

เปลี่ยนพื้นที่ภายนอกและลานจอดรถให้กลายเป็นผลงานสถาปัตยกรรมที่แข็งแกร่ง ปลอดภัย และสะท้อนความหรูหราเหนือกาลเวลา ค้นหาวัสดุปิดผิวที่ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ของคุณได้ที่โชว์รูม WDC ทั้ง 9 สาขา

หรือหากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลสินค้า บริการติดตั้ง หรือพูดคุยรายละเอียดโปรเจกต์ของคุณกับเราได้ที่

ข้อมูลอ้างอิง

  1. การทดสอบกระเบื้องเซรามิก ตามมาตรฐาน ISO10545. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 จาก https://www.thaiceramicsociety.or.th/pdf/Article/34.pdf
  2. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระเบื้องเซรามิก. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 จาก https://service.tisi.go.th/fulltext/TIS-2508-2555m.pdf

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่า Water Absorption สำหรับกระเบื้องภายนอก (FAQs)

การทดสอบค่าการดูดซึมน้ำของกระเบื้องมีขั้นตอนอย่างไร ?

การทดสอบจะทำโดยการนำกระเบื้องไปต้มในน้ำเดือดหรือแช่ในสภาวะสุญญากาศในเวลาที่กำหนด เพื่อบังคับให้น้ำซึมเข้าไปในรูพรุนให้ได้มากที่สุด แล้วจึงนำมาชั่งน้ำหนักอีกครั้งเพื่อคำนวณหาเปอร์เซ็นต์ความแตกต่างของน้ำหนัก

สภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย ส่งผลต่ออายุการใช้งานของกระเบื้องหรือไม่ ?

สภาพอากาศร้อนชื้นเป็นปัจจัยเร่งความเสียหายที่รุนแรงที่สุด เนื่องจากความชื้นสัมพัทธ์สูงจะทำให้กระเบื้องที่มีรูพรุนดูดซับไอน้ำตลอดเวลา เมื่อสัมผัสกับแสงแดด ความร้อนจะทำให้น้ำในเนื้อวัสดุขยายตัวอย่างรวดเร็ว หากใช้กระเบื้องที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจเกิดปัญหาพื้นผิวระเบิดหรือสีซีดจางเร็วกว่าปกติในเวลาเพียงไม่กี่ปี

วัสดุยาแนวมีความสำคัญต่อการกันน้ำในกระเบื้องภายนอกหรือไม่ ?

มีความสำคัญอย่างมาก เพราะร่องยาแนวคือจุดอ่อนที่น้ำสามารถแทรกซึมลงสู่โครงสร้างปูนกาวด้านล่างได้ ดังนั้น การปูกระเบื้องภายนอกจึงจำเป็นต้องใช้วัสดุยาแนวที่มีคุณสมบัติกันน้ำและมีความยืดหยุ่นสูง เพื่อให้ระบบกันซึมของพื้นทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

ระหว่างกระเบื้องพอร์ซเลนที่มีค่า Water Absorption ต่ำ กับหินธรรมชาติ วัสดุใดเหมาะกับการปูพื้นที่ภายนอกมากกว่ากัน ?

หินธรรมชาติเต็มไปด้วยรูพรุน ทำให้มีอัตราการดูดซึมน้ำสูง เสี่ยงต่อการเกิดคราบตะไคร่ เชื้อรา และรอยด่างดำจากน้ำฝนได้ง่าย ในขณะที่กระเบื้องปูพื้นภายนอกเกรดพรีเมียมผ่านกระบวนการเผาด้วยความร้อนสูงจนเนื้อแน่นสนิท มีค่า Water Absorption ต่ำกว่า 0.5% จึงทนทานต่อทุกสภาพอากาศ ดูแลรักษาง่าย ปราศจากปัญหาคราบฝังลึก